ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

Spread

เรียนรู้ว่า spread — ความแตกต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย — ส่งผลต่อค่าธรรมเนียมการเทรดและกำไรโดยรวมของคุณอย่างไร

เขียนโดย The Blueberry Team

ในการเทรด spread คือความแตกต่างระหว่างราคาซื้อ (bid) และราคาขาย (ask) ของเครื่องมือทางการเงิน

มันแสดงถึง ต้นทุนการเปิดการเทรด และเป็นหนึ่งในวิธีหลักที่โบรกเกอร์สร้างรายได้

ยิ่ง spread แคบ ค่าธรรมเนียมการเทรดของคุณก็จะยิ่งต่ำ — นั่นคือเหตุผลที่ spread ที่แข่งขันได้มีความสำคัญเมื่อเลือกโบรกเกอร์อย่าง Blueberry.


ตัวอย่าง:

ถ้าราคาสำหรับ EUR/USD คือ:

  • Bid (ขาย) = 1.1050

  • Ask (ซื้อ) = 1.1052

  • spread = 2 pips หรือ 20 points

ทำไม Spread ถึงสำคัญ?

spread เป็นแนวคิดที่สำคัญเพราะส่งผลโดยตรงต่อ ต้นทุนการเปิดและปิดการเทรด ทันทีที่คุณเปิดการเทรด คุณจะเริ่มต้นด้วยขาดทุนเล็กน้อยที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงเท่ากับ spread

ในกรณีส่วนใหญ่:

  • คุณ ซื้อที่ราคาขาย (Ask price)

  • คุณ ขายที่ราคาซื้อ (Bid price)

ดังนั้น เพื่อปิดการเทรดให้ได้กำไร ตลาดต้องเคลื่อนไหวเกิน spread ไปในทางที่เป็นประโยชน์กับคุณ

Spread แบบคงที่กับแบบลอยตัว

ที่ Blueberry เราให้บริการ floating spreads ซึ่งหมายความว่า:

  • Spread แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพตลาด เช่น สภาพคล่อง ความผันผวน และเหตุการณ์ข่าว

  • ในช่วง ข่าวใหญ่ หรือ ชั่วโมงที่สภาพคล่องต่ำ (เช่น rollover) spread อาจขยายตัวชั่วคราว

ช่วง Spread ปกติ:

  • คู่สกุลเงินหลัก (เช่น EUR/USD, USD/JPY) มักมี spread แคบ

  • คู่สกุลเงินรองหรือแปลกใหม่, ดัชนี หรือสินค้าโภคภัณฑ์ อาจมี spread กว้างกว่า

Spread ในประเภทบัญชีต่างๆ

  • บัญชีมาตรฐาน: spread รวมอยู่ในราคาแล้ว คุณไม่ต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นแยกต่างหาก

  • บัญชี Raw: spread มักจะแคบกว่า บางครั้งเริ่มต้นที่ 0.0 pips แต่จะมีการคิด ค่าคอมมิชชั่นต่อการเทรด แทน




นี่ไม่ใช่คำตอบที่ต้องการใช่ไหม